การเหยียดเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์
มนุษย์มักสำคัญตนเหนือกว่าสิ่งรอบข้างเสมอ บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินคำกล่าวอ้างที่ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เจริญที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย มนุษย์มักขีดเส้นแบ่งตัวเองให้เหนือกว่าสิ่งรอบข้างทั้งหลาย ไม่เพียงแต่สิ่งมีชีวิตอื่นเท่านั้นที่ถูกมนุษย์แบ่งแยกให้ต่ำกว่าตน แม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองยังถูกจัดประเภทจากการที่เขามีความแตกต่างจากมนุษย์กลุ่มนั้น
ชนชาติพันธุ์บางกลุ่มมักยึดถือประวัติศาสตร์ ที่สอนต่อๆ กันมา เพื่อสร้างความชอบธรรมรองรับพฤติกรรมในอดีตของตน โดยไม่คำนึงว่า แท้ที่จริงแล้วมนุษย์ทุกคนล้วนแต่เป็นพี่น้องชาติพันธุ์เดียวกัน
ความเชื่อที่ว่าเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์หนึ่งเหนือกว่าหรือด้อยกว่าอีกเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์หนึ่งนั้น เกิดขึ้นให้เห็นได้หลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น การล้อเลียนหรือการวิจารณ์ ที่ก่อให้เกิดความเจ็บใจ การใช้คําหยาบแทนชื่อหรือการละเมิดด้วยวาจา รวมถึงการกลั่นแกล้งหรือการข่มขู่ หรือคําวิจารณ์ในสื่อหรืออินเตอร์เน็ตที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จนกลายเป็นเหตุให้นำไปสู่ปัญหาต่างๆ มากมายในสังคม อาทิ การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม การสบประมาท และ การกีดกันทางเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์ การทําร้ายร่างกายและความรุนแรง กีดกันคนบางกลุ่มจากการรับบริการหรือกีดกันสิทธิ์และกิจกรรมทางสังคม ไม่ได้รับโอกาส ทรัพยากร หรืออํานาจไม่เท่าเทียมกัน ในที่สุดจะนำไปสู่ความยัดแย้ง ความแตกแยก เป็นมูลเหตุสร้างความรุนแรงมากขึ้น สามารถผลักดันไปจนก่อให้เกิดการรวมตัวเป็นกลุ่ม เพื่อขัดขวาง หรือ ต่อสู้ หรือ เรียกร้องสิทธิ์ ความเสมอภาค ความเท่าเทียม หรือ ปฎิเสธที่จะอยู่ร่วมรัฐร่วมแผ่นดิน จัดตั้งพรรค ตั้งกองกำลังติดอาวุธ ตั้งกองทัพแห่งตน เพื่อปกป้องตนเอง ไปจนถึงเรียกร้องแบ่งแยกการปกครอง แบ่งแยกรัฐปกครอง ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน จนยากที่จะเยียวยา
ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์นี้เป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง เพราะเป็นการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของบุคคลที่ตกเป็นผู้เสียหายจากการถูกเหยียดเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์ รวมถึงเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ในสังคม ก่อให้เกิดการเลือกปฎิบัติ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และปัญหาอื่นๆ ตามมา นอกจากนี้การเหยียดเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์นั้นก็ยังเป็นปัญหาที่สำคัญระดับนานาชาติ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรืออาจเกิดปัญหาความรุนแรงในประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์ก็เป็นได้ ประเทศทุกประเทศจึงควรที่จะหันมาสนใจในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้
การสร้างความปรองดอง เป็นกระบวนการต่างๆ ที่ป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เพราะจะรุนแรงมากขึ้น เป็นกระบวนการที่นำไปสู่การลดความเกลียดชัง แตกแยก และสร้างความไว้วางใจให้ฟื้นคืน ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนที่เคยขัดแย้งรุนแรง เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำในอดีต การยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น การเมตตาให้อภัย ตลอดจนการมองภาพอนาคตของสังคมร่วมกัน
คำว่า สมานฉันท์ นั้น หมายความว่า...ความพอใจร่วมกัน ความเห็นพ้องกัน ขณะที่คำว่า ปรองดอง มีความหมายว่า...รอมชอม ประนีประนอม ยอมกัน ไม่แก่งแย่งกัน ตกลงกันด้วยความไกล่เกลี่ย ตกลงกันด้วยไมตรีจิต
ความปรองดองสมานฉันท์เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีการฟื้นฟู ต้องมุ่งมั่นที่จะวางยุทธศาสตรต่อต้าน รณรงค์ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ สร้างจิตสำนึก เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อมุ่งหวังให้พลเมือง ปรองดอง สมานฉันท์ ไม่ขัดแย้ง ไม่แบ่งฝ่าย ไม่แตกแยก ไม่เกิดความเสียหายโดยรวม.


แสดงความคิดเห็น
0 ความคิดเห็น