กองกำลังโกก้าง เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 32 ปีการก่อตั้ง กองทัพสัมพันธมิตรชาติประชาธิปไตยเมียนมา (MNDAA)
เนื่องในวาระครบรอบ 32 ปีการก่อตั้ง กองทัพสัมพันธมิตรชาติประชาธิปไตยเมียนมา (MNDAA) ได้มีพิธีเฉลิมฉลองเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่กองบัญชาการกองพลที่ 511
ความเป็นมาของ ‘กองกำลังโกก้าง’
ในช่วงกลางศตวรรษที่
17 พวกขุนนางตระกูลหยางพร้อมกับบรรดาขุนนางและทหารผู้ภักดีกับราชวงศ์หมิง อพยพหนีภัยจากเมืองนานกิงไปยังมณฑลยูนนาน
ต่อมาในช่วงราวปี ค.ศ.1840 ได้อพยพเข้าไปอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐฉาน และมีการปกครองตนเองโดยผู้แทนของจักรพรรดิจีนมอบตราตั้งขึ้นเป็นเจ้าเมืองเก้า
(9) ก้าง (ก้าง:ผู้ใหญ่บ้าน-ภาษไทใหญ่) ย้อนไปเมื่อสมัยที่รัฐฉานยังอยู่ใต้อาณานิคมของอังกฤษ
หลังจีนและอังกฤษได้แบ่งเขตแดนกัน พื้นที่ปกครองตนเองชาวจีนเก้าก้าง (แต่เดิมเป็นชาวฮั่น พูดภาษาจีนกลาง) ได้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรัฐฉาน และก่อตั้งเป็นรัฐศักดินาที่เรียกว่า
‘เก้าก้างหรือโกก้าง’
ให้ขึ้นต่อเจ้าฟ้าเมืองแสนหวี แต่อยู่ไม่นาน ‘โกก้าง’ เริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจ เนื่องจากต้องจ่ายส่วยสาอากรมากกว่าเมืองอื่น ๆ สุดท้าย
‘โกก้าง’ ได้แยกตัวจากเมืองแสนหวี และแต่งตั้งผู้ครองเมืองเอง โดย หยาง เจิน-ไส (ทำให้รัฐฉานซึ่งขณะนั้นมีเจ้าฟ้าอยู่เดิม 33 เมือง เพิ่มเป็น 34 เมือง)
สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ‘โกก้าง’ ได้จัดตั้งกองกำลังของตนเอง ภายใต้การสนับสนุนจากกองทัพปฏิวัติแห่งชาติจีน
(NRA) ซึ่งเป็นกองทัพของพรรคชาตินิยมจีนหรือก๊กมินตั๋ง (KMT) ที่พ่ายแพ้พรรคคอมมิวนิสต์จีน
(CPC) ถอยเข้ามาในรัฐฉาน มี
หยาง เจิน-ซิว หรือ นางโอลีฟ ยัง เป็นผู้นำ และมีผู้บริหารระดับสูงคนสำคัญ ได้แก่ เผิง
จา-เซิง และ หลอ ชิง-ห่าน (ที่รู้จักในชื่อ โล ซิง ฮาน เจ้าพ่อเฮโรอีน เป็นหนึ่งในผู้ค้ายาเสพติดเฮโรอีนรายสำคัญของโลก
ตั้งแต่ในยุคต้นทศวรรษ
1970) ในปี 1962 หลังนายพลเนวิน ยึดอำนาจขึ้นเป็นรัฐบาลเผด็จทหารปกครองพม่า
ต่อมาได้ทำการจับกุมเจ้าฟ้าไทใหญ่และเจ้าฟ้าโกก้าง รวมถึงนางโอลีฟ ยัง ผู้นำกองกำลังโกก้างด้วย
ทำให้ชาวโกก้างและกองกำลังโกก้างตื่นตัวเริ่มต่อต้านรัฐบาลเผด็จทหารพม่านับแต่นั้น
ในปี 1964 โกก้างได้จัดตั้งกองกำลังใหม่เป็น กองกำลังปฏิวัติโกก้าง (KRF) มี หยาง เจิน-เซอ หรือ เจ้าแหลด เป็นผู้นำ และในปีเดียวกันได้เข้าร่วมกับกองทัพรัฐฉาน (SSA) ของมหาเทวีเจ้านางเฮือนคำเจ้า ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ มีกำลังพลในสังกัด 4 กองพลน้อย รวมกองกำลังโกก้างเป็น
5 กองพลน้อย แต่ต่อมาไม่นานกองพลน้อยของโกก้าง เกิดความแตกแยกกันระหว่าง หลอ ชิง-ห่าน กับ หยาง เจิน-เซอ (เจ้าแหลด)
โดยฝ่าย หลอ ชิง-ห่าน ได้ไปร่วมกับรัฐบาลทหารพม่าจัดตั้งเป็น
หน่วยก่าก่วยเยหรือหน่วยอาสาสมัคร ส่วนกลุ่มของ หยาง เจิน-เซอ
(เจ้าแหลด) ไปร่วมกับพรรคประชาธิปไตยรัฐสภา (PDP) ภายใต้การนำของ อู นุ อดีตนายกรัฐมนตรีพม่า ในปี 1967 เกิดการขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างรัฐบาลทหารพม่าและจีน
จากเหตุการปะทะกันของนักเรียนชาวจีนและนักเรียนชาวพม่า ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน
ซึ่งเชื่อว่าทางการพม่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง โดยการปะทะกันมีต้นเหตุมาจากช่วงนั้นนักเรียนในประเทศจีนนิยมติดรูปประธาน
เหมา เจ๋อ-ตุง (อดีตผู้นำของจีน)
ที่หน้าอกระหว่างไปเรียน ซึ่งแฟชั่นนี้ได้ลามสู่นักเรียนจีนในพม่าด้วย รัฐบาลทหารพม่าไม่พึงพอใจและได้ออกคำสั่งห้าม
ทำให้นำไปสู่การปะทะของนักเรียนทั้งสองฝ่ายลามถึงประชาชนและพระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้ ทางการจีนที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ไม่พอใจ
จึงหันไปส่งเสริมพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (CPB) ต่อต้านรัฐบาลผด็จทหารพม่าของนายพลเนวิน พร้อมกับให้การสนับสนุน
เผิง จา-เซิง ที่ขณะนั้นพำนักอยู่ในจีนจัดตั้งกองกำลังโกก้างขึ้น
ภายใต้ชื่อ กองทัพปลดปล่อยประชาชนโกก้าง (KPLA) เข้าร่วมด้วย และในปี 1968 พรรคคอมมิวนิสต์พม่า (CPB) ซึ่งมีทหารจีนร่วมด้วยเข้ายึดเมืองโก ทางตอนเหนือรัฐฉาน (ฝั่งตะวันตกแม่น้ำสาละวิน)
วันที่ 5 มกราคม 1968 กองทัพปลดปล่อยประชาชนโกก้าง (KPLA) ทำสัญญาเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (CPB) และร่วมต่อสู้รัฐบาลเผด็จทหารพม่าเรื่อยมา ขณะนั้นในพรรคคอมมิวนิสต์พม่า
(CPB) มีกองกำลังประชาธิปไตยใหม่คะฉิ่น (NDA-K) กองทัพสหรัฐว้า
(UWSA) กองทัพสัมพันธมิตรชาติประชาธิปไตยหรือกองกำลังเมืองลา (NDAA) พรรคก้าวหน้ารัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (SSPP/SSA) ปัจจุบันรวมอยู่ด้วย
และทั้งหมดได้ทยอยแยกตัวออกตั้งเป็นกองกำลังของตัวเองในปี 1989 โดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนโกก้าง
(KPLA) แยกออกเป็นกลุ่มแรกคือ วันที่ 11 มีนาคม 1989 และได้ทำสัญญาสันติภาพ (เญ็งชานเย)
กับรัฐบาลทหารพม่า พร้อมตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษที่ 1 มีเมืองเหล่ากาย เป็นเมืองเอก
และตั้งชื่อกลุ่มเป็น กองทัพสัมพันธมิตรชาติประชาธิปไตยเมียนมา (MNDAA) เมื่อปี 1992 เกิดความแตกแยกกันอีกครั้งของ ‘กองกำลังโกก้าง’ เมื่อ หยาง โม-เหลี่ยง ปฏิวัติยึดอำนาจ
เผิง จา-เซิง จนทำให้ เผิง จา-เซิง ต้องหลบหนีไปอาศัยอยู่กับ
จายลืน (มีชื่อในภาษาจีนว่า หลิน หมิ่ง เสียน หรือชื่อภาษาพม่าว่า ไซ ลิน เป็นลูกครึ่งไทใหญ่-จีน
มีคู่สมรสซึ่งเป็นบุตรสาวของ เผิง จา-เซิง) ซึ่งเป็นผู้นำกองทัพสัมพันธมิตรชาติประชาธิปไตยหรือกองกำลังเมืองลา
(NDAA) กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี เผิง จา-เซิง ได้วางแผนร่วมกับกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) พร้อมกับ
หม่ง สา ละ ผู้บัญชาการกองกำลังโกก้างประจำเมืองโก ร่วมกันบุกยึดอำนาจคืนจาก หยาง โม-เหลี่ยง ได้สำเร็จ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1995 ฝ่าย หม่ง สา ละ ผู้บัญชาการประจำเมืองโก
ได้ประกาศแยกตัวออกจาก เผิง จา-เซิง ไปตั้งกลุ่มเองเคลื่อนไหวในพื้นที่เมืองโก
โดยใช้ชื่อว่า กองทัพพิทักษ์เมืองโก (MDA) ขณะที่ฝ่าย เผิง จา-เซิง ได้ตั้งมั่นพัฒนาเขตปกครองตนเองจนรุ่งเรือง ในเวลาเดียวกันกองกำลังโกก้าง
(MNDAA) กองทัพสหรัฐว้า
(UWSA) กองกำลังเมืองลา
(NDAA) และกองกำลังคะฉิ่น
(NDA-K) ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์พม่า
(CPB) ร่วมกันจัดตั้งเป็นกลุ่มสัมพันธมิตรภายใต้ชื่อ
แนวร่วมสันติภาพและประชาธิปไตย (PDF) มาจนถึงปัจจุบัน
เขตปกครองพิเศษที่ 1 อยู่อย่างสงบภายใต้การนำของ เผิง จา-ซิง เป็นเวลากว่า 20 ปี นับตั้งแต่ทำสัญญาสันติภาพ (เญ็งชานเย) กับรัฐบาลทหารพม่า กองกำลังโกก้าง (MNDAA) ถือได้ว่าสร้างรากฐานพัฒนาเขตปกครองตนเองจนเจริญรุ่งเรือง ภายในเมืองหลวงซึ่งในอดีตเป็นสนามรบกลางหุบเขา
ก็ถูกพัฒนามีโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด กระทั่งซุปเปอร์มาร์เก็ต ถนนหนทางลาดยางและมีไฟฟ้าใช้ตลอด
24 ชั่วโมง และเมื่อปี 2002 โกก้างได้ประกาศพื้นที่ปกครองเป็นเขตปลอดยาเสพติดอย่างสิ้นเชิง
โดยปราบปรามและลงโทษผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงในปี
2009 กองกำลังโกก้าง (MNDAA) ถูกกดดันให้แปรสภาพเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน หรือ BGF ภายใต้การควมคุมของกองทัพพม่า (Tatmadaw) แต่กองกำลังโกก้าง (MNDAA) ปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาลจึงเกิดการเผชิญหน้ากับกองทัพพม่า จากนั้นกองทัพพม่าก็มีท่าทีเป็นศัตรูกับกองกำลังโกก้าง
(MNDAA) มากขึ้นเรื่อย
ๆ กองกำลังโกก้าง (MNDAA) มีตระกูลใหญ่ ๆ ที่สืบทอดอำนาจอยู่ 3 ตระกูล คือ ตระกูลหยาง (หยาง
โม-เหลียง) ตระกูลเผิง
(เผิง จา-เซิง) และตระกูลหลอ (หลอ ชิง-หัน)
แต่ตระกูลหยาง และตระกูลหลอ มีอำนาจไม่ยาวนานเท่าตระกูลเผิง ที่กุมอำนาจมาตั้งแต่ปี
1967 หากครั้งนี้ เผิง จา-เซิง ไม่สามารถพลิกตัวฟื้นกลับมาได้ก็เท่ากับความเป็นใหญ่ของตระกูลเผิงก็คงจะหมดสิ้นลง
และอำนาจตระกูลใหม่เห็นจะหนีไม่พ้นตระกูลป๋าย (ป๋าย โส่ว-เฉิน)
และตระกูลเหลียว (เหลียว ก่อ-ชี) ขณะนั้น
กองกำลังโกก้าง (MNDAA) ก็มีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เมื่อผู้บริหารระดับสูงเกิดความไม่ค่อยลงรอยจากเรื่องการแบ่งปันอำนาจไม่เสมอภาค
ว่ากันว่าผู้นำได้แต่แบ่งปันอำนาจให้เฉพาะเครือญาติ ประกอบกับกองกำลังโกก้าง (MNDAA) ถูกกดดันให้แปรสภาพเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน หรือ BGF ซึ่งผู้บริหารระดับสูงบางส่วนเห็นควรยอมรับข้อเสนอของรัฐบาลทหารพม่า
ขณะที่ เผิง จา-เซิง ยืนกรานเสียงแข็งไม่รับไม่เอา เผิง จา-เซิง ดูเหมือนจะไม่ชอบหน้าผู้เอียงข้างรัฐบาลทหารพม่านี้มากนัก และแล้วเขาได้ทำการปลด
ป๋าย โส่ว-เฉิน ซึ่งมีตำแหน่งรองผู้นำเขตปกครองพิเศษที่ 1ของเขา
พร้อมด้วยคณะกรรมการระดับสูงอีก 4–5 คน ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีความเห็นแตกต่างและแสดงท่าทีอ่อนข้อต่อรัฐบาลทหารพม่ามากเกินไป
ขณะที่ฝ่ายที่ถูกปลดเมื่อเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกันมายาวนาน
ก็หันไปสวามิภักดิ์กับรัฐบาลทหารพม่า เมื่อ ป๋าย โส่ว-เฉิน รองประธานเขตปกครองพิเศษที่
1 และพวก หันไปสนับสนุนรัฐบาลทหารและต่อต้าน เผิง จา-เซิง และแจ้งต่อรัฐบาลทหารว่า
เผิง จา-เซิง มีโรงงานผลิตอาวุธและยาเสพติด วันที่ 8 สิงหาคม
2009 ความตึงเครียดระหว่างกองกำลังโกก้าง (MNDAA) และรัฐบาลทหารเพิ่มสูงขึ้นอีก เมื่อ พล.ต.อ่อง ตาน ทุต แม่ทัพภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
(กองบัญชาการอยู่ที่เมืองล่าเสี้ยว รัฐฉานตอนเหนือ) นำกำลังกว่าร้อยนายเข้าไปในเขตปกครองพิเศษที่
1 เพื่อตรวจค้นโรงงานผลิตอาวุธที่เชื่อว่าทำบังหน้าการผลิตยาเสพติด รวมทั้งบุกตรวจค้นบ้านของ
เผิง จา-เซิง ทำให้เกิดการประจันหน้ากันระหว่างกำลังของทั้ง
2 ฝ่าย แต่ไม่มีการสู้รบกัน ถึงกระนั้นประชาชนจำนวนมากอพยพเนื่องจากกลัวจะเกิดเหตุรุนแรง
จนเจ้าหน้าที่ของจีนต้องเข้ามาแทรกแซง วันที่ 20 สิงหาคม 2009 กองทัพพม่าเริ่มรวมตัวกันที่เมืองเหล่ากาย
เมืองเอกของเขตปกครองพิเศษที่ 1 วันที่ 22 สิงหาคม 2009 ได้ออกหมายเรียกผู้นำระดับสูงโกก้าง
4 คน รวมถึง เผิง จา-เซิง แต่ก็ถูกปฏิเสธ วันที่ 24 สิงหาคม
2009 ได้ออกหมายจับพร้อมจัดส่งกำลังพลหน่วยต่าง ๆ ทั้งทหารราบ หน่วยเคลื่อนที่เร็ว
หน่วยปืนใหญ่ รวมทั้งกลุ่มอาสาสมัครและตำรวจนับพันนาย เข้าประชิดเขตปกครองพิเศษที่
1 โดยไม่เกิดการปะทะสู้รบ การเข้ายึดครั้งนี้ได้รับความช่วยเหลือจากทหารโกก้างที่จงรักภักดีต่อกองทัพพม่า
หลังกองทัพพม่าเคลื่อนกำลังพลเต็มอัตราศึกเข้าเขตปกครองพิเศษที่ 1 เพื่อกดดันจับกุมผู้นำให้ได้
ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น กองกำลังโกก้าง (MNDAA) รู้ตัวดีว่ากำลังถูกคุกคามรุกรานจึงได้เรียกประชุมฉุกเฉิน เตรียมรับมือ
พร้อมกับแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานอยู่ในความพร้อม ขณะเดียวกันได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่ายึดหลักสันติวิธี
เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ วันที่ 25 สิงหาคม 2009 กองทัพพม่าได้แต่งตั้งฝ่ายที่ไม่ภักดีต่อ
เผิง จา-เซิง ผู้นำสูงสุดกองกำลังโกก้าง
(MNDAA) รวม
11 คน เป็นคณะกรรมการบริหารเขตปกครองพิเศษที่ 1 โกก้างชั่วคราว และเช้าวันที่ 26 สิงหาคม
2009 ร่วมกันเข้ายึดเมืองเหล่ากาย ทำให้กองกำลังโกก้าง (MNDAA) ซึ่งมีกำลังพลพร้อมรบราว 1,000 นาย ที่กระจายตามพื้นที่ต่าง ๆ ต้องยอมสละถอนกำลังออกอยู่รอบนอกเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
กระทั่งช่วงเช้าวันที่ 27 สิงหาคม 2009 กองกำลังโกก้าง (MNDAA) ได้เริ่มเปิดฉากสู้รบกับกองทัพพม่านอกเมืองและลุกลามหลายจุดทั้งด้านเมืองชินฉ่วยเหอ
ติดชายแดนจีน และโดยรอบเมืองเหล่ากาย ยังผลให้ทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสียไม่แพ้กัน ในขณะที่กองกำลังโกก้าง
(MNDAA) มีแนวโน้มจะพ่ายแพ้
กองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ยังคงสู้รบ
และต่อมา วันที่ 28 สิงหาคม 2009 กองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ถอนตัวออก วันที่ 29 สิงหาคม 2009 ทหารโกก้างราว 700 นาย ได้ข้ามพรมแดนและมอบตัวกับทางการจีน
รัฐบาลพม่าได้ประกาศว่าการสู้รบสิ้นสุดลง วันที่ 30 สิงหาคม 2009 และมีการจัดตั้งคณะกรรมการผู้นำเฉพาะกาลเขตปกครองพิเศษที่
1 โกก้างขึ้นใหม่ ป๋าย โส่ว-เฉิน ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานเขตปกครองพิเศษที่ 1 โกก้างคนใหม่ แทนที่ เผิง
จา-เซิง ที่ถูกรัฐบาลออกหมายจับจนต้องหลบหนี ป๋าย โส่ว-เฉิน ที่สนับสนุนกองทัพพม่าได้เป็นผู้นำคนใหม่ ประกาศว่า ชาวโกก้างจะเข้าร่วมในการเลือกตั้งปี
2010 ทหารโกก้าง (MNDAA) ที่ภักดีกับ ป๋าย โส่ว-เฉิน กลายเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดนที่ 1006 โดยกลุ่มหยาง ซาว-ข่าย ศึกครั้งนี้ไม่ยึดเยื้อและจบลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกองทัพพม่าได้วางแผนมาอย่างรัดกุมและได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่แยกตัวออกจากกองกำลังโกก้าง
(MNDAA) สามารถควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญได้เกือบทั้งหมด
ส่วนกองกำลังโกก้าง (MNDAA) ที่เหลือยังคงต่อต้านกองทัพพม่าด้วยการใช้ยุทธวิธีซุ่มโจมตี ภายใต้การนำของ
เผิง ต้า-ซุน บุตรชายของ เผิง
จา-เซิง และต่อมาได้จัดตั้งองค์กรทางการเมือง ชื่อว่า พรรคเพื่อความจริงและความยุติธรรมแห่งชาติเมียนมา/กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา
(MNTJP/MNDAA) นำ
กองทัพสัมพันธมิตรชาติประชาธิปไตยเมียนมา (MNDAA) ปัจจุบัน



แสดงความคิดเห็น
0 ความคิดเห็น