มุขมนตรีรัฐกะยา ออกมาข่มขู่ กลุ่มต่อต้าน การสร้างอนุสาวรีย์ นายพลอองซาน

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับรัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ.2008 ในหมวดเฉพาะสำหรับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่เขียนไว้อย่างละเอียดถึง 23 มาตรา โดยกำหนดให้มีสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีสมาชิก 11 คน ประกอบด้วย ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดีทั้งสองคน ผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพ รองผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพ รัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีมหาดไทย รัฐมนตรีกิจการชายแดน รัฐมนตรีต่างประเทศ ประธานสภาประชาชน และประธานสภาแห่งชาติ มาตรา 410 หากประธานาธิบดีหรือหน่วยงานปกครองท้องถิ่นมีความเห็นว่าไม่สามารถใช้อำนาจในการบริหารได้ หลังจากประสานงานกับสภาความมั่นคงแห่งชาติแล้ว ให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ มาตรา 412 (b) หากไม่สามารถจัดการประชุมร่วมกันระหว่างสมาชิกสภาความมั่นคงแห่งชาติแล้ว ให้ประธานาธิบดีประสานงานกับผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพ รองผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพ รัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีมหาดไทย และส่งคำแถลงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินให้สภาความมั่นคงแห่งชาติอนุมัติ (ถึงจุดนี้มีข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญเขียนให้อำนาจการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่แท้จริงอยู่ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ เพราะหน่วยงานปกครองท้องถิ่นหากเห็นว่าไม่สามารถใช้อำนาจปกครองได้ เมื่อประสานงานกับสภาความมั่นคงก็สามารถประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้แล้ว อำนาจการอนุมัติอยู่กับสภาความมั่นคงแห่งชาติ) มาตรา 413-418 ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมีอายุ 1 ปี ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินต่ออายุได้ครั้งละ 6 เดือน สองครั้งหากจำเป็น ประธานาธิบดีสามารถมอบอำนาจในการบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ให้ผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพ โดยผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพจะใช้อำนาจดังกล่าวด้วยตัวเองหรือมอบให้หน่วยงานของกองทัพใช้ก็ได้ อำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภาจะหมดไปนับแต่วันที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรา 420 ผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพ เมื่อได้รับการถ่ายโอนอำนาจมา สามารถจำกัดหรือยกเว้นสิทธิพื้นฐานของประชาชนในพื้นที่ที่มีความจำเป็นได้ นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังระบุไว้ว่า “ หากรัฐสภาหมดอายุระหว่างประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้สภาความมั่นคงแห่งชาติทำหน้าที่แทนรัฐสภา” โดยให้คงตำแหน่ง ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี ประธานสภาทั้งสองเอาไว้ (เนื่องจากเป็นตำแหน่งตามโครงสร้างสมาชิกสภาความมั่นคงแห่งชาติ) จนกว่าจะมีสภาใหม่ โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติจะเป็นแต่งตั้งหน่วยงานปกครองท้องถิ่นระหว่างที่ยังไม่มีรัฐสภาใหม่ เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง และใช้อำนาจแทนประธานาธิบดี
จากกรณีที่ อู แอล พอง โฉ่ว มุขมนตรีรัฐกะยา สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา แถลงว่า หากการต่อต้านการสร้างอนุสาวรีย์นายพลอองซานลุกลามเป็นความรุนแรงเกินกว่าฝ่ายตำรวจรัฐกะยาจะควบคุมได้ ก็จะให้ฝ่ายทหารดำเนินการแทน โดยมุขมนตรีรัฐกะยาจะให้คำแนะนำเท่าที่จำเป็นนั้น ทางกองทัพพม่าจึงได้ออกมาชี้แจงว่า ฝ่ายทหารจะปฏิบัติการภายใต้คำสั่งสภาความมั่นคงแห่งชาติเท่านั้น

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น