One Belt and One Road (OBOR) คือ อะไร?
การประชุมครั้งที่ 3 ของกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่ยังไม่ได้ลงนามหยุดยิง(NCA) ที่เมืองปางซาง เขตพิเศษว้า 2 แห่งรัฐฉาน เปาโหย่วเฉียง (Bao You-Xiang) ผู้นำสูงสุดพรรคสหรัฐว้า/กองทัพสหรัฐว้า(UWSP/UWSA) ได้กล่าวในที่ประชุมเกี่ยวกับเรื่อง เศรษฐกิจ-การลงทุนในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ โดยเห็นด้วยกับนโยบาย One Belt One Road (OBOR) ของจีนว่าจะสามารถสร้างการพัฒนา ความก้าวหน้าได้พร้อมๆ กับการสร้างสันติภาพ โดยเห็นว่านโยบายนี้จะเป็นผลดีกับกลุ่มชาติพันธุ์
ถ้ากล่าวถึงโครงการ One Belt and One Road (OBOR) อาจไม่คุ้นหูเท่าไหร่นัก แต่ถ้าบอกว่า โครงการนี้คือ การรื้อฟื้นเส้นทางสายไหม น่าจะทำให้รู้สึกคุ้นเคยมากขึ้น OBOR เป็นความริเริ่มของรัฐบาลจีน ได้ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2013 โดยนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ร่วมการประชุมผู้นำจีน-อาเซียนที่ประเทศบรูไน OBOR ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมในอดีต ซึ่งเชื่อมโยงทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา เส้นทางสายไหมประกอบด้วยสองเส้นทาง คือ เส้นทางทะเลและเส้นทางบก OBOR เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของจีนในการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปสู่ภาคใต้และภาคตะวันตกของจีนที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล และสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเข้าถึงทรัพยากรผ่านการเชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ จีนพยายามเชื้อเชิญอาเซียนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ OBOR โดยริเริ่มความช่วยเหลือและความร่วมมือด้านต่างๆ กับอาเซียน เพราะอาเซียนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงสำหรับจีน ทั้งในแง่การเป็นแหล่งพลังงานและทรัพยากร ตลาด ฐานการผลิต และเส้นทางออกสู่ทะเล สำหรับอาเซียนแล้ว OBOR กำหนดเป้าหมายในการขยายการค้าระหว่างกันเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2020 จากเดิม 4.436 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2013 และจะเพิ่มการลงทุนในอาเซียนจาก 5.74 พันล้านดอลลาร์ เป็น 1 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาดังกล่าว จีนได้เสนอให้ยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน เพื่อเปิดเสรีการค้าและการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น รัฐบาลจีนยังส่งเสริมให้วิสาหกิจของจีนออกไปลงทุนต่างประเทศ และได้จัดตั้งเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าในต่างประเทศเพื่อรองรับการลงทุนจากจีน และเพื่อการเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับประชาชนโดยกระชับความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรมระหว่างกัน ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนจะสร้างโอกาสในการพัฒนาด้านการศึกษาและการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งทำให้การท่องเที่ยวระหว่างกันขยายตัวมากขึ้น ความริเริ่ม OBOR ยังเป็นตัวเร่งให้เป้าหมายการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) สำเร็จ เพราะแผนของ OBOR สอดคล้องกับแผนแม่บทการเชื่อมโยงของอาเซียน และแหล่งเงินทุนที่จีนจัดตั้งขึ้นจะทำให้อาเซียนมีทางเลือกมากขึ้นในการจัดหาเงินทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศและเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมทางทะเลจะเป็นโอกาสสำหรับอาเซียนในการแก้ปัญหาการเดินเรือในภูมิภาคอาเซียน เพราะปัจจุบัน เส้นทางการขนส่งทางทะเลในอาเซียนมีปัญหาหลายด้าน เช่น ภัยโจรสลัด ความคับคั่งของการเดินเรือในช่องแคบมะละกา การขาดประสิทธิภาพในการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเดินเรือ รัฐบาลจีนได้เข้าไปพัฒนาท่าเรือในหลายประเทศในอาเซียนและเอเชียใต้ และจัดตั้งกองทุนความร่วมมือทางทะเลระหว่างจีนและอาเซียน เพื่อร่วมมือด้านการวิจัยทางทะเลและปกป้องสิ่งแวดล้อมการเดินเรือเพื่อความปลอดภัยการเชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือการค้นหาและการให้ความช่วยเหลือตลอดจนการต่อสู้กับภัยคุกคามข้ามชาติ ความริเริ่ม OBOR ตั้งอยู่บนฐานของผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างจีนและประเทศอื่นๆ แต่การผลักดันความร่วมมือเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอุปสรรคเสียทีเดียว เพราะในอีกแง่หนึ่ง ยุทธศาสตร์นี้ของจีนอาจถูกมองว่าเป็นความพยายามแผ่ขยายอิทธิพลของจีน ทำให้หลายประเทศเกิดความวิตกกังวลและระมัดระวังในการร่วมมือกับจีนรวมถึงคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าในการลงทุน เนื่องจากโครงการที่ริเริ่มและได้รับการสนับสนุนจากจีนอาจไม่ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อประชาชนเจ้าของประเทศมากเท่ากับจีนซึ่งเป็นประเทศผู้ให้กู้ หรืออาจต้องแลกกับผลประโยชน์อื่นที่นำมาซึ่งการครอบงำหรือผูกขาดโดยวิสาหกิจของจีน นอกจากนี้ การร่วมมือกับจีน ทำให้อาจต้องเผชิญแรงกดดันจากประเทศมหาอำนาจเดิมมากขึ้น สังเกตได้ชัดจากแรงกดดันจากชาติตะวันตก ความริเริ่ม OBOR นำมาซึ่งโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจของอาเซียน แต่ความร่วมมือแบบทวิภาคีระหว่างจีนกับประเทศต่างๆ ตามเส้นทางสายไหม เป็นความร่วมมือบนความแตกต่างของอำนาจต่อรอง ซึ่งอาจทำให้โครงการความร่วมมือต่างๆ ไม่ได้ก่อประโยชน์อย่างแท้จริงกับประเทศที่ร่วมมือกับจีน



แสดงความคิดเห็น
0 ความคิดเห็น