George Soros
จอร์จ โซรอส อัครมหาเศรษฐีทางการเงิน เป็นชาวยิวฮังการี วัย 86 ปี ปัจจุบันเป็นฮังกาเรียน-อเมริกัน หรือ แปลงสัญชาติเป็นคนอเมริกันไปแล้ว จอร์จ โซรอส รู้จักกันในนามของผู้ก่อตั้ง Soros Fund Management มีองค์กรของตัวเอง องค์กรการกุศล 2 แห่งอันเป็นเครือข่ายของ จอร์จ โซรอส ประกอบด้วย มูลนิธิสังคมเปิด The Open Society Foundations(OSF) และ Open Society Institute (OSI) ฐานะเป็นกลุ่ม NGO ต่างประเทศ ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่ม NGO ต่างๆ ทั่วโลกเพื่อสนับสนุนให้เปิดสังคมนั้นๆ เป็นประชาธิปไตยแบบสหรัฐหรือเป็นสังคมประชาธิปไตยเสรี รวมทั้งให้การสนับสนุนทางการเมืองในประเทศต่างๆโดยอ้างว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาการเมืองระดับชาติ มูลนิธิสังคมเปิด The Open Society Foundations(OSF) ใช้เงินมากกว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบประชาธิปไตยในประเทศยุโรปตะวันออกและกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียตที่แตกสลายออกมา
มูลนิธิสังคมเปิด The Open Society Foundations(OSF) ก่อตั้งเมื่อเดือนเมษายน 1993 พัฒนามาจากสถาบันสังคมเปิด(Open Society Institute) จัดตั้งโดย จอร์จ โซรอส สนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มสิทธิมนุษยชนทั่วโลก เพื่อสร้างระบบความยุติธรรม การศึกษา สาธารณสุข และความมีเสรีภาพของสื่อสารมวลชน ปัจจุบันมีเงินทุนดำเนินการ 1,590,570,302 ดอลลาร์ โดยมีโครงการต่างๆ ที่มูลนิธิฯจะต้องสนับสนุนกว่า 60 ประเทศ หรือคิดเป็นเงินที่ต้องให้การสนับสนุนปีละประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ เงินจำนวนดังกล่าวถือว่าเป็นเศษเงินของ จอร์จ โซรอส เพราะจากการประเมินแล้ว ณ เดือนพฤศจิกายน 2016 จอร์จ โซรอส มี 24.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือได้ว่าเป็นเศรษฐีอยู่ในอันดับ 1-30 ของโลก จอร์จ โซรอส ร่ำรวยไม่เพียงแต่จะลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้น เขายังเป็นนักเก็งกำไรโจมตีค่าเงิน อาทิ เมื่อวันที่ 16 กันยายนปี 1992 เขามีกำไรจากการโจมตีค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ 1 พันล้านดอลลาร์ เรียกกันวันนั้นว่า Black Wednesday รัฐบาลอังกฤษต้องลอยตัวค่าเงินปอนด์ ในปี 1997 เกิดโรคต้มยำกุ้งหรือวิกฤติการเงิน เริ่มจากเงินบาทของไทยลุกลามไปในเอเชีย ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องนำเงินสำรองระหว่างประเทศออกมาปกป้องค่าเงินบาทจนหมดหน้าตัก ยุคนั้นมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงประกาศลอยตัวค่าเงินบาท
ยังมีมูลนิธิอีกมากมาย ที่ จอร์จ โซรอส เข้าไปสนับสนุนหรือเป็นหุ้นส่วน เช่น มูลนิธิ freedom house , Human Rights Watch, Amnesty, Bertalmann ,The Rockefeller ฯลฯ เป็นต้น และยังรวมไปถึงการแทรกแทรงนโยบายกองทุนของรัฐบาลสหรัฐ อย่าง USAID และ NED อีกด้วย จอร์จ โซรอส จ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีแนวคิดเดียวกับเขา อาทิ คริสโตเฟอร์ สโตน (Christopher Stone) เข้ามาเป็นประธานกองทุนสังคมเปิด เริ่มงานเมื่อกรกฎาคม 2012 ก่อนหน้านั้นเขามีประสบการณ์งานด้านระบบความยุติธรรม เป็นอาจารย์สอนวิชาอาชญาวิทยาที่ Harvard Kennedy School และเป็นประธานโครงการ the Program in Criminal Justice Policy and Management,เป็นผู้อำนวยการ the Hauser Center for Nonprofit Organizations รวมทั้งยังเป็นนักวิจัยการปฏิรูประบบยุติธรรมในจีน,ตุรกีและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ การทำงานวิจัยศาลอาญาระหว่างประเทศ (the International Criminal Court) ระหว่างปี 2005-2012 คริสโตเฟอร์ สโตน (Christopher Stone) เคยเป็นประธานและผู้อำนวยการ the Vera Institute of Justice ทำงานที่กรุงลอนดอน เป็นผู้ก่อตั้ง the Neighborhood Defender Service of Harlem องค์กรไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่เหมือนทนายความสาธารณะ(public defender)ในนครนิวยอร์ก รวมทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันเพื่อการปฏิรูประบบยุติธรรมในแอฟริกาใต้ รัสเซีย จีน และชิลี ประวัติการศึกษา ระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ปริญญาโทด้านปรัชญาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และปริญญาเอกทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเยล เคยได้รับรางวัลเกียรติยศจาก สหราชอาณาจักรด้านการปฏิรูประบบยุติธรรม
จอร์จ โซรอส วิจารณ์รัฐบาลฮังการีว่า ดูแลผู้อพยพไม่ดี อีกทั้งยังแนะนำว่า รัฐบาลฮังการีควรจ่ายเงินให้กับผู้อพยพปีละ 16,000 ดอลลาร์ต่อหัวเพื่อใช้เป็นค่าที่พัก ค่ารักษาสุขภาพ และค่าเล่าเรียน ต่อมา 15- Sep-2015 กองทุนของ จอร์จ โซรอส ก็มีปัญหากับประเทศฮังการีประเทศแผ่นดินเกิดของเขาเอง โดยรัฐบาลฮังการีกล่าวหาว่า จอร์จ โซรอส สนับสนุนคนอพยพเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย 10-Jan-2017 รัฐบาลฮังการีประกาศว่าจะใช้เครื่องมือทุกชนิด“กวาดล้าง” กลุ่ม NGO ที่ได้รับเงินสนับสนุนจาก จอร์จ โซรอส และเรียกร้องให้รัฐบาลนานาชาติลงมือกับกลุ่ม NGO รับเงินจาก จอร์จ โซรอส กลุ่ม NGO รับเงินจากต่างประเทศเข้ามาดำเนินการทางการเมือง 30-Nov-2015 รัฐบาลรัสเซียได้สั่งยุติการดำเนินงานของกองทุนต่างๆที่ทำในนามของ จอร์จ โซรอส เพื่อสนับสนุนประชาธิปไตยด้วยเหตุผลว่า กองทุนเหล่านี้เข้ามาทำให้ความมั่นคงของรัสเซียสั่นคลอนทั้งในแง่ของประเทศและรัฐธรรมนูญของรัสเซีย
ช่วงนี้เป็นช่วงขาลงของ NGO ก็ว่าได้ โดยเฉพาะกลุ่ม NGO ที่รับเงินจากต่างชาติ และที่แสบที่สุดคือรับเงินจากมูลนิธิของ จอร์จ โซรอส ทั้งนี้ ไม่ไช่แค่ประเทศฮังการีเท่านั้นที่ เริ่มทำการกวาดล้างNGO ที่ได้รับการสนับสนุนจาก จอร์จ โซรอส ยังมีประเทศรัสเซีย ซึ่งเริ่มนโยบายกวาดล้าง องค์กรที่เกี่ยวข้องกับทุนของ จอร์จ โซรอส และประเทศ อินเดียกำลังเริ่มนโยบายคัดออก NGO ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศท่ามกลางกระแส ที่ จอร์จ โซรอส ออกมาเรียกร้องผ่านทางมูลนิธิ freedom house โดยอ้างว่า “เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยโลกกำลังอ่อนแอ” เมื่อกลางปีที่แล้ว รัฐบาลอินเดียสั่งให้ NGO กว่า 14,000 องค์กรที่รับเงินจากต่างประเทศหยุดกิจกรรมไป ด้วยข้อหาคล้ายกันคือ กลุ่ม NGO พวกนี้ทำงานแบบไม่โปร่งใส ส่วนรัสเซียนั้นก็ไล่องค์กรพวกนี้ออกจากประเทศตัวเองเป็นระยะต่อเนื่องมาหลายปี โดยในปีที่แล้วศาลสูงรัสเซียสั่งแบน “ฮิวแมนไร้ท์ว็อท” ที่รับทุนจากต่างชาติเข้าแทรกแซงกิจการของรัฐบาล ในเดือนเดียวอินเดียก็สั่งแบน NGO ซึ่งก่อนหน้านั้นรัสเซียก็สั่งแบนมูลนิธิของ จอร์จ โซรอส ที่ยื่นมือเข้ามาทำกิจกรรมในรัสเซีย รวมถึงองค์กรอีกหลายกลุ่มที่รับทุนจากอเมริกาด้วยข้อหา “ไม่เป็นที่ปราถนา” (‘Undesirable’) ทำให้รัฐบาลสหรัฐถึงกับออกมาโวยวายแทนพวก NGO เหล่านี้และประนามรัสเซียออกสื่อไปทั่วโลก โดยทางรัสเซียออกมาตอบโต้ว่า พวกกลุ่มที่รับเงินจากอเมริกาพวกนี้เป็นอันตรายต่อธรรมนูญการปกครองและการป้องกันประเทศ หรือความปลอดภัยของรัสเซีย ทั้งอินเดียและรัสเซีย รวมถึงประเทศอื่นๆหลายสิบประเทศต่างก็มีกฎหมายที่ห้ามองค์กรอิสระรับเงินจากต่างชาติเข้ามาทำกิจกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ ส่วนจีนนั้นไม่ต้องพูดถึง กลุ่ม NGO เพราะจีนไม่อนุญาตให้เคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น นับว่าเป็นการเปิดฉากสงครามความคิดครั้งใหม่ ที่ มหาอำนาจหลายประเทศกำลังผนึกกำลังในการจัดการ จอร์จ โซรอส ซึ่งมีแนวโน้มเป็นอาชญากรผู้อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งอย่างรุนแรงในหลายประเทศและหลายประเด็น อาทิ ประเด็นผู้ลี้ภัย ความขัดแย้งทางศาสนา ความขัดแย้งเรื่องการแบ่งแยกดินแดน สงครามกลางเมือง ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ และ ความวุ่นวายในโลกสื่อสารมวลชนและวิชาการ เป็นต้น
ส่วนประเทศไทยนั้น มีกลุ่ม NGO และชมรมสื่อบางชมรมที่รับเงินจากมูลนิธิของ จอร์จ โซรอส ทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผยหลายกลุ่ม ดังนั้นไม่น่าแปลกใจเลยที่บางครั้งมีคนมาประท้วงรัฐบาล 4-5 คนแต่นักข่าวไปกัน 40-50 คน ทั้งที่คนไทยทั่วไปยังไม่รู้เลยว่าเขามาประท้วงอะไรกัน เมื่อครั้งเหตุระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหมที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ มีทั้งคนเจ็บคนตาย หน่วยงานต่างๆ ขององค์การสหประชาชาติและชาติอื่นๆ ต่างก็ออกมาประนามผู้ก่อเหตุร้ายกันทั้งนั้น แต่ “ฮิวแมนไรท์ว็อท” ออกมาเรียกร้องสิทธิ์ให้ผู้ต้องหาต่างชาติ โดยขอให้รัฐบาลไทยปฏิบัติต่อผู้ต้องหา เหตุการณ์ระเบิดรายวันที่ภาคใต้มีคนเจ็บคนตายมากมาย องค์กรต่างๆ ออกสื่อประนามกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งนั้น แต่ “ฮิวแมนไร้ท์ว็อท” กลับเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดูแลผู้ก่อการร้ายที่จับตัวได้แบบถูกหลักมนุษยธรรม ยังไม่รวมเรื่องโรฮิงญาและอุยกูร์ ที่มีข่าวพวกนี้ถูกจับในประเทศไทยเมื่อไร ต้องมี “ฮิวแมนไรท์ว็อท” ออกมาชื้นิ้วทุกครั้งให้รัฐบาลไทยทำโน่นทำนี่ บางคนถึงกับออกมาฟูมฟายออกสื่อยังกับเป็นญาติมันตาย จนกลุ่ม NGO เหล่านี้กลายเป็นขาประจำโรฮิงญาและอุยกูร์ไป พอรัฐบาลคัดเลือกตัวโรฮิงญาและอุยกูร์ส่งออกนอกประเทศตามถิ่นเกิดก็ออกมาดิ้นว่ารัฐบาลใจร้ายส่งคนพวกนี้ไปตาย ทั้งที่พวกนี้มีหมายจับผู้ก่อการร้ายจากประเทศที่ส่งตัวคืนไปทั้งสิ้น ถ้าใครไม่มีหมายจับรัฐบาลก็ส่งไปประเทศที่สามตามที่ควรจะทำตามหลักมนุษยธรรมทุกครั้ง เมื่อรวบรวมหลักฐานต่างๆที่ผ่านมาจึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปัจจุบัน รัฐบาล คสช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เข้ามาทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จึงกลายเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่ม NGO ที่จะต้องโค่นล้ม ด้วยการออกมาประท้วงต่อต้าน อ้างเรื่องสิทธิประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หนุนเนื่องเข้ากับประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป กดดันรัฐบาล คสช.ให้เร่งจัดการเลือกตั้ง เพราะบรรทัดฐานของตะวันตกมองอย่างเดียวว่า “เลือกตั้ง” เท่านั้น จึงจะเป็นประชาธิปไตย.







แสดงความคิดเห็น
0 ความคิดเห็น