เปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่มีลับลมคมใน ชื่อ มิน อ่อง หล่าย เป็นประกัน

ปัจจุบันกองทัพอากาศพม่าไม่มีเครื่องบินอเนกประสงค์ ที่ใช้เป็นเครื่องบินตรวจการณ์ ใกล้เคียงที่สุดดูจะมีเพียงเครื่องบีชคราฟท์ 1900 (Beechcraft 1900) ซึ่งใช้มานานกว่า 20 ปี และเป็นเครื่องบินขนส่งขนาด 19 ที่นั่ง ซึ่งใหญ่เกินไป งานตรวจการณ์จึงต้องพึ่งพาเฮลิคอปเตอร์เป็นหลัก ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าไม่ทันการณ์ สำหรับเครื่องบินตรวจการณ์ DA62 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดและใหญ่ที่สุดของไดมอนด์แอร์คราฟท์ ออกมาสำหรับ 5 ที่นั่งหรือเต็มที่ 7 ที่นั่ง ติดเครื่องยนต์ดีเซลลูกสูบรุ่นใหม่ 178 แรงม้า จำนวน 2 เครื่อง ติดตั้งระบบเอวิโอนิกส์ล้ำยุค ดิสเพลย์เป็นดิจิตอลทั้งชุด และยังมีระบบเซฟตี้ที่สามารถบิน/ปีนไต่ระดับความสูงได้ด้วยเครื่องยนต์เพียงเครื่องเดียวอีกด้วย เหมาะที่สุดสำหรับงานตรวจการณ์และงานขนส่งสำคัญๆ ที่ต้องการความรวดเร็ว
ชาวออนไลน์กล่าวชม พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย มาดเท่ห์ราวกับเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้หรือซูเปอร์สตาร์ก็ไม่ปาน บนที่นั่งด้านหน้าเครื่องบินอเนกประสงค์/ขนส่ง/ตรวจการณ์เบา DA62 ขนาด 5-7 ที่นั่ง ขณะเตรียมจะขึ้นบินที่สนามบินนอยสตาดต์ อันเป็นบ้านของไดมอนด์แอร์คราฟท์อินดัสตรีส์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่า ท่านผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพ กำลังจัดหาเครื่องบินสำหรับตรวจการณ์จำนวนหนึ่ง
พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เกิดเมื่อปี 1955 ในเมืองทวาย เขตตะนาวศรี สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยป้องกันชาติแห่งประเทศพม่า หลังจากนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้บัญชาการรัฐมอญ ในปี 2002 เคยดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการกรมทหารภาคสามเหลี่ยม ตะวันออกรัฐฉาน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเจรจากับกองกำลังติดอาวุธ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มว้า UWSP/UWSA และกลุ่มเมืองลา PSC/NDAA ในปี 2009 เป็นผู้นำกำลังเข้าปราบปรามกลุ่มกองกำลังสัมพันธมิตรชาติประชาธิปไตย (MNDAA) ในพื้นที่เขตพิเศษ 1โกก้าง ส่งผลให้ประชาชนราว 37,000 คน อพยพลี้ภัยไปจีน เมื่อปี 2010 ได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองยุทธการพิเศษที่ 2 หน่วยบัญชาการทหารภาครัฐฉานและรัฐกะเหรี่ยง และตำแหน่งเสนาธิการร่วมกองทัพพม่า ก่อนในปี 2011 จะได้รับการสืบทอดตำแหน่งจาก พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับบัญชาการสูงสุดของกองทัพ จนถึงปัจจุบัน
พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ถือเป็นนายทหารที่มีอิทธิพลในพม่า และเป็นผู้หนึ่งที่เคยประกาศต่อหน้ารัฐบาลว่า “กองทัพจะยังคงมีบทบาทในทางการเมืองพม่าต่อไปเหมือนเช่นในอดีต” และย้ำว่า “กองทัพมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องรัฐธรรมนูญ” ยุคสมัยรัฐบาล USDP ประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ในส่วนลึกของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ยังคงต้องฟังเสียงประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ประธานรัฐสภา พลเอก ฉ่วย มาน นายทหารสายเหยี่ยวที่คุมรัฐสภาอยู่ในขณะนั้น เพราะมีความใกล้ชิดอย่างมากกับ พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย ที่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองในพม่า หรืออีกนัยหนึ่งคือ ประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ผู้ไม่เอาใจทหาร เพราะเขารู้ใจทหาร ซึ่งต่างจากยุคสมัยรัฐบาล NLD ของนางอองซาน ซูจี ผู้ไม่รู้ใจทหาร แต่เอาใจทหาร จากการรายงานของสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (SIPRI) เผยว่า พม่าติด 1 ใน 20 ประเทศ ที่ทุ่มงบประมาณให้กองทัพมากกว่า 4 % ของค่าเฉลี่ย GDP โดยนอกจากพม่าแล้วยังมีประเทศอื่นๆ อย่าง โอมาน ซาอุดีอาระเบีย สาธารณรัฐซูดานใต้ อิสราเอล รัสเซีย อิรัก ซีเรีย เป็นต้น ในรายงานยังระบุว่า พม่าซื้ออาวุธจากจีน อินเดียและรัสเซีย รวมถึงเรือรบและเครื่องบินรบรุ่น MiG – 29 และMi – 35P และMi-24P รถถัง ยานหุ้มเกราะ จรวด รวมไปถึงอุปกรณ์เรดาร์ เมื่อปี 2015-2016 ที่ผ่านมา รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมของพม่ายังได้เสนอในสภาให้เพิ่มงบประมาณให้กับกองทัพพม่าประมาณ 2,750 พันล้านจั๊ต หรือ 2.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทางด้านธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดการณ์โดยประมาณว่า พม่าให้งบประมาณแก่กองทัพคิดเป็น 4.8 เปอร์เซ็นของค่า GDP
พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้ชื่อเป็นนักช็อปมืออาชีพ เป็นคนเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่มีปิดบังซ่อนเร้น และในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไม่ว่าจะเดินทางเยือนประเทศใด ก็จะถูกวงการอุตสหกรรมอาวุธจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้นำสูงสุดกองทัพ Tatmadaw ไม่เคยกลับบ้านมือเปล่า แต่จะมีฮาร์ดแวร์อะไรสักอย่างหรือสองอย่างติดไม้ติดมือกลับไปฝากกองทัพเสมอมา เช่น เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2014 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้เดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย กับสาธารณรัฐเบลารุส เวลาต่อมาได้มีภาพถ่ายยาน 6 ล้อหน้าตาประหลาดๆ รุ่นหนึ่ง ถูกขนขึ้นฝั่งที่ท่าเทียบเรือทหารนครย่างกุ้ง ต่อมาจึงได้รู้กันว่า นั้นคือ รถบรรทุกระบบอาวุูธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานอัตตาจร ระยะใกล้-ระยะปานกลาง แบบ 2K12 (Kvadrat-ME) และได้นำออกมาโชว์ในพิธีสวนสนามต้นปี 2015 การไปเยือนกรุงมอสโกครั้งนั้น ก็มีของติดไม้ติดมือมาฝากกองทัพอากาศ โดยได้จัดซื้อเครื่องบินฝึก/เครื่องบินโจมตีขนาดเบาแบบ Yak-130 จากบริษัทยาคอฟเลฟ ถึง 12 ลำ และ ล็อตแรก 3 ลำ ส่งมอบเมื่อเดือนธันวาคม 2016 เชื่อกันว่า Yak-130 ใหม่เอี่ยมทั้ง 3 ลำ จะออกโชว์ตัวเมื่อพิธีสวนสนามในเดือนมีนาคมปีหน้า ยังไม่พอ ท่านผู้นำกองทัพ ยังหิ้วระบบอาวุธปล่อยนำวิถี Kh-35E กลับมา เพื่อติดตั้งบนเรือ Aung Zaya (F-11) อีกด้วย และนี่คือ เรือลำที่ 2 ของเรือฟริเกตชั้น Kyansittha-class และเป็นเพียงเรือลำเดียวจากทั้งหมด 3 ลำในชั้นที่ติดระบบจรวดนำวิถียิงเรือทันสมัยที่สุดจากรัสเซีย และการเดินทางเยือนจีนเมื่อปี 2015 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้หิ้วฮาร์ดแวร์กลาโหมกลับบ้านอีกหลายรุ่นหลายชิ้น ทั้งระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน "หงฉี-12" เครื่องบินฝึก เครื่องบินขนส่ง และ เครื่องบินขับไล่ JF-17 "สายฟ้า" (Thunder) จำนวน 16 ลำ จากการผลิตร่วมกันระหว่างจีนกับปากีสถาน และเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2015 เดินทางไปเยือนอิสราเอล ได้ไปเยี่ยมชมการต่อเรือโจมตีเร็ว หรือ Fast Attack Craft แบบซูเปอร์ดวอรัก มาร์ค 3 (Super Dvorak MK III) ซึ่งได้ชื่อเป็น FAC ดีที่สุดรุ่นหนึ่งของโลกในขนาดเดียวกัน เดือนถัดมาก็มีข่าวว่า กองทัพเรือพม่าได้ซื้อเรือรุ่นนี้จำนวน 6 ลำ และได้นำออกมาโชว์ตัวเป็นครั้งแรกในการฝึกซ้อมของกองทัพเรือในปี 2016 ยังไม่พอ ในปี 2017 จึงได้รู้ว่า การเยือนอิสราเอลคราวนั้น ท่านผู้นำสูงสุดกองทัพ ได้จัดซื้อปืนใหญ่ลากจูง "โซลทัม" (Soltam) 155/45 มม. จำนวนกว่า 70 ระบบ และได้นำจำนวนหนึ่งออกอวดโฉม เป็นครั้งแรกในพิธีสวนสนามประจำปีเมื่อเดือนที่แล้ว
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ ทำให้เกิดรูปธรรมที่มากเกินพอที่บ่งชี้ว่า กองทัพ Tatmadaw กำลังมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงของประเทศที่มีความพร้อมและมีขีดความสามารถสูงเป็นที่เชื่อมั่นและไว้วางใจจากสาธารณชนในการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม เพื่อรักษาสิทธิและอำนาจอธิปไตย เพื่อรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติและภารกิจอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย รวมทั้งเป็นความภาคภูมิใจของคนในชาติในการปฏิบัติงานเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นเกียรติและศักดิ์ศรีในเวทีระหว่างประเทศ ตลอดจนเป็นแบบอย่างในการพัฒนากองทัพที่ดี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเพื่อการรักษาผลประโยชน์ สร้างความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคร่วมกันเป็นหลักและให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองโดยไม่มุ่งเน้นการแข่งขันในการเสริมสร้างยุทโธปกรณ์จนเกินความจำเป็น เพราะฉะนั้น การเยือนประเทศออสเตรียครั้งนี้ ก็จึงควรค่าแก่การติดตามอย่างยิ่งว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย จะได้อะไรกลับบ้านมาบ้าง?

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น